GO INTER TO EMBRACE YOUR KNOWLEDGE WITH WWW.DEKGOINTER.COM

ดิฉันได้รับทุนเพื่อไปทำวิจัยในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ทุนนี้สนับสนุนการทำวิจัย 1 ปี ดิฉันเริ่มชำนาญในการหาคนที่จะไปรับดิฉันจากสนามบินที่เมืองแอตแลนต้า  ซึ่งต้องเดินทางต่อด้วยรถยนต์ไปยังเมืองเอเธนส์ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ ปกติแล้วมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจะมีนักศึกษาจากประเทศไทยไปเรียน ทั้งทุนส่วนตัวและทุนของทางราชการ ดิฉันจึงค้นหาข้อมูลจากเว็บของมหาวิทยาลัยโดยตรงในมุมที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาต่างชาติ และได้พบว่ามีชุมชนนักศึกษาไทยอยู่ ดิฉันได้ติดต่อเพื่อนนักศึกษาที่อเมริกา ให้ช่วยจัดหาที่พักให้ และก็วานให้ไปช่วยรับจากสนามบิน  เพื่อนๆน่ารักมากค่ะ จำชื่อได้ชื่อว่า ดายิน และคนอื่นๆอีกหลายคนก็น่ารักนะคะ เป็นอาจารย์จากเมืองไทยไปเรียนต่อบ้างในสาขาวิชาต่างๆ และบางคนเป็นพลเมืองที่อยู่ที่โน่น

เดินทางถึงสนามบินแอตแลนต้า ดิฉันโดนกักตัวเพื่อสอบสวนเรื่องการเข้าเมือง เนื่องจากด่านตรวจคนเข้าเมืองขณะนั้นเข้มงวดมากและกลัวคำว่า "นักวิจัย" ในช่วงนั้นอเมริกาเพิ่งประสบการก่อการร้ายในเหตุการณ์ที่คนที่โลกน่าจะจำได้ คือ 911 ซึ่งเล่ากันมาว่าผู้ก่อการร้ายเข้าสหรัฐในฐานะนักวิจัย ดิฉันขอวีซ่าประเภทนักท่องเที่ยวเพื่อไปทำวิจัย  โดยใช้หนังสือตอบรับของอาจารย์ที่ปรึกษาที่อเมริกาไปขอวีซ่า  พร้อมเอกสารของทางราชการที่อนุมัติตัวดิฉันไปทำวิจัย ทางเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ทำการ
โทรศัพท์ไปสอบถามกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่อเมริกาค่อนข้างนาน จึงอนุญาตให้ดิฉันเข้าเมืองได้ หากดิฉันโดนส่งกลับคงจะรู้สึกแย่มากๆ กับการนั่งเครื่องบิน 48 ชั่วโมง ไปและกลับในเวลาสองสามวัน เพราะแค่นั่งไป24 ชั่วโมงดิฉันก็แทบจะแย่แล้ว หูอื้อไปหมดในระหว่างนั่งเครื่องบิน ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เพิ่งจะรู้ว่าอเมริกาไกลมาก เหตุการณ์ที่ดิฉันพบในด่านตรวจคนเข้าเมืองทำให้รู้ว่าการขอวีซ่าเป็นเรื่องยากถ้าหากวัตถุประสงค์ของการไปไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก ปกติแล้วการไปในฐานะ Visiting Student ที่ไม่มีการลงทะเบียนกับทางมหาวิทยาลัยจะค่อนข้างยากในการกำหนดประเภทวีซ่าที่เหมาะสมในการขอ แต่ถ้าการไปนั้นทางมหาวิทยาลัยมีโครงการหรือระเบียบรองรับก็จะง่ายในการดำเนินการ  ดิฉันก็ต้องยอมรับว่าไม่ทราบว่าจะต้องติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยอย่างไร และไม่มีใครให้คำปรึกษาในการขอวีซ่าในฐานะ Visiting Student ได้ชัดเจน ก็เลยลุย ซึ่งการขอวีซ่าดิฉันก็แสดงเจตนาบริสุทธิ์ไปแล้วกลับแน่  เอาเป็นว่าก็รอดจนเข้าเมืองได้

ดิฉันได้เข้าพักในทาวน์เฮาส์ที่ดายินช่วยติดต่อ โดยพักอาศัยอยู่กับนักศึกษาอเมริกัน ชื่อ ลอร่า  ลอร่าเป็นคนที่น่ารักมาก  พาดิฉันไปช้อปปิ้ง ทานข้าว เวลาอยู่บ้านก็คุยกันเรื่อยๆเมื่อมีเวลา นักศึกษาอเมริกันอย่างลอร่า ต้องทำงานส่งตัวเองเรียน เธอทำงานเป็นพนักงานเสริฟร้านอาหารเม็กซิกันในเมืองเอเธนส์ บางครั้งเธอก็เล่าเรื่องการทำงานของเธอให้ฟัง บางครั้งเธอโดนให้ออกเพราะบริการลูกค้าไม่ทัน  ลอร่าเรียนสาขา Social Work หรือเรียกว่าสาขาสังคมสงเคราะห์ตามที่เข้าใจ และสาขากฎหมาย หลักสูตรในอเมริกามีความยืดหยุ่นมาก บางคนก็จบได้สองสาขาเลยทีเดียว  ดิฉันกับลอร่าตกลงเรื่องการดูแลทำความสะอาดบ้านโดยพลัดกันทำทุกสัปดาห์ เราอยู่ด้วยกันโดยไม่มีปัญหาอะไรเลย ด้วยหน้าที่ในการเรียนและการทำงานเราต่างคนก็ไม่ค่อยมีเวลาเจอกัน ส่วนใหญ่เจอกันตอนเช้า ตื่นทำอาหารเช้าและนั่งทานด้วยกัน ลอร่า ทานแต่ขนมปังกับกาแฟ ส่วนดิฉันทำข้าวผัดกินเป็นประจำ

เรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัย ดิฉันได้เข้าเรียนวิชาที่ตรงกับด้านที่ดิฉันจะทำวิจัย ซึ่งเป็นวิชาที่ไม่มีสอนในประเทศไทย เนื่องจากด้านที่ดิฉันทำเป็นเรื่องใหม่และมีการทำวิจัยในอเมริกาเป็นหลัก เป็นวิชาสอนนักศึกษาปริญญาเอกและปริญญาโท ดังนั้นก็มีนักเรียนทั้งสองกลุ่มเรียนด้วยกัน การเรียนการสอนเน้นการพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ศึกษา ติดตามงานวิจัย เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและทำงานคือเขียนโปรแกรม แล็ปที่ดิฉันอยู่เป็นอะไรที่ประหลาดใจมาก ไม่มีสิ่งสนับสนุนมากมายแต่มีทุนจาก IBM และองค์กรอื่นๆมากมาย และทุนเหล่านั้นนำมาหล่อเลี้ยงนักศึกษาในแล็ป  ดิฉันได้รับการแบ่งงานให้ทำเป็นงานกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆ อีก 4 คน ดิฉันเข้าเรียนได้ประมาณเกือบสามเดือนซึ่งก็จบเทอมพอดี  แต่มีเหตุที่ต้องเดินทางกลับเมืองไทยชั่วคราว เนื่องจากดิฉันได้รับจดหมายทางอีเมล์จากครอบครัวว่าคุณพ่อของดิฉันได้เสียชีวิตอย่างกระทันหัน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ดิฉันรู้สึกว่า ความฝันและชีวิตของดิฉันได้พังลงไป มีความรู้สึกอย่างเดียว คือ เคว้งคว้าง ดิฉันไม่มีกระจิตกระใจที่จะทำอะไร ร้องไห้อย่างเดียว โชคดีมีเพื่อนที่อยู่ใกล้ ช่วยเลื่อนตั๋วการเดินทางและจัดการกระเป๋าต่างๆให้ดิฉันเพื่อเดินทางไปงานพิธีของคุณพ่อของดิฉัน ช่วงเวลาเกือบสามเดือนดิฉันมีความสุขแทบจะลืมประเทศไทยไปเลย แต่อีเมล์ที่พี่สาวส่งมาทำให้ดิฉันเสียใจที่สุดในชีวิต ทางครอบครัวพยายามติดต่อดิฉันทางโทรศัพท์ แต่ดิฉันไม่ค่อยอยู่บ้านพักเลยคลาดกันหลายครั้ง พี่สาวจึงได้ตัดสินใจบอกผ่านอีเมล์ ที่บ้านเกรงว่าจะกระทบกับการเรียนของดิฉันจึงตัดสินใจอยู่นานว่าจะบอกหรือไม่บอก ท้ายที่สุดก็บอกและให้ดิฉันตัดสินใจเองว่าจะมางานหรือไม่มาก็ได้ เพราะเห็นว่าอยู่ไกลมาก  ดิฉันได้ตัดสินใจกลับเมืองไทยและเดินทางมาถึงก่อนวันพิธีเผาเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น หลังจากงานเสร็จดิฉันก็ตัดสินใจไปอเมริกาอีก เพราะงานที่ดิฉันทำวิจัยนั้นยังไม่สำเร็จดี

ในการเดินทางแต่ละครั้ง เราจำเป็นต้องเลือกและยอมรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกระทันหัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องร้ายๆในชีวิต

บรรณาธิการเด็กโกอินเตอร์

Dek go inter