GO INTER TO EMBRACE YOUR KNOWLEDGE WITH WWW.DEKGOINTER.COM

ในชีวิตของดิฉันได้รับโอกาสที่จะโกอินเตอร์เมื่ออายุ 15 ปี ดิฉันได้สอบผ่านการเป็นนักเรียน AFS และได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษา 1 ปี ที่ประเทศแคนาดา  แต่เนื่องจากอายุตอนนั้น 15 ปี และตอนนั้นครอบครัวไม่ได้มีฐานะมากพอที่จะสนับสนุนค่าเดินทางจำนวนห้าหมื่นบาท ตามที่ได้รับทราบข่าวสารจากครูแนะแนวของโรงเรียน ทราบแค่ว่าถ้าไป 1 ปี ก็ต้องกลับมาเรียนวิชาอื่นๆ ใน 1 ปีที่ไม่ได้เรียน คือมาตามเก็บ ม.4 ใหม่ จบช้ากว่าเพื่อน  1 ปี แต่สิ่งดีๆที่จะได้รับในการไปต่างประเทศไม่มีคนบอกได้ชัดเจน ท้ายที่สุดดิฉันก็เลยไม่ได้เดินทางไปด้วยเหตุผลว่าไม่มีเงินจำนวนนั้นและถ้าไปก็จะจบช้ากว่าเพื่อน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ขาดที่ปรึกษาที่รอบรู้  จุดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดิฉันทำ Dek go inter ขึ้นมา  มาเข้าเรื่องที่จะเล่าเลยนะคะ    

ประสบการณ์ในการโกอินเตอร์ของดิฉัน อาจจะนานมาแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำ  การเดินทางออกไปต่างประเทศเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 26 ปี  ตอนนั้นดิฉันเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ด้วยการจบการศึกษาด้วยคุณวุฒิปริญญาโท และในช่วงนั้นเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทย  จะต้องมีการสอนวิชาออนไลน์โปรแกรมมิ่ง  ดิฉันไม่มีความรู้มาก่อนเลยค่ะ เพราะสมัยนั้นเรียนวิชาต่างๆทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ก็ไม่มีรายวิชานี้  ดังนั้นดิฉันก็ต้องเรียนเองศึกษาเองตามหนังสือต่างประเทศ  (Textbook) แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าต้องการรู้มากกว่านี้ ซึ่งก็ได้มีโอกาสรับทุนเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์จากทางมหาวิทยาลัยไปเรียนในวิชา Hypermedia ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ (University of Auckland) ทุนนั้นให้ใช้เวลา 3 เดือน ดิฉันค้นหามหาวิทยาลัยแบบมั่วๆ ก็ไปเจอรายวิชานี้มีเปิดสอนในนิวซีแลนด์ ตอนนั้นเพื่อนอาจารย์ที่ได้รับทุนไปพร้อมๆกันได้เลือกไปออสเตรเลียกันหมด  ตอนแรกดิฉันก็หวั่นๆ ว่าที่เลือกไปนิวซีแลนด์นั้นดูเหมือนจะไม่ดีเพราะไม่มีคนเลือก  แต่ดิฉันเลือกรายวิชาที่ต้องการไปเรียนซึ่งหาเจอที่ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ เท่านั้น ก็เลยพยายามเอาความต้องการข่มความกลัว 

ขั้นตอนแรกของการจะไปต้องติดต่อสื่อสารกับอาจารย์ในมหาลัยโอ๊คแลนด์ ดิฉันก็ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ดี  แต่ทำไงได้ อยากไป ก็ต้องเขียนอีเมล์เอง อาจารย์ทางโน้นท่านก็กรุณาให้มาเรียนได้ฟรี โดยไม่ต้องทำเรื่องแจ้งเพื่อลงทะเบียนเรียนกับมหาวิทยาลัย เพราะเราบอกแค่ว่าขอไป Sit in (นั่งฟังอย่างเดียว) โดยเขาไม่ต้องจัดหาสิ่งสนับสนุนอื่นๆให้ หลังจากนั้นอาจารย์เขาก็ตอบรับส่งจดหมาย ถ้าจำไม่ผิดจดหมายเป็นจดหมายจริงที่ส่งมาทางไปรษณีย์  เพื่อนำไปขอวีซ่าที่สถานฑูต สมัยนั้นคนเดินทางน้อยสถานฑูตเลยสามารถจัดการงานเองได้หมด แต่ปัจจุบันต้องใช้บริการตัวแทนที่รับทำงานให้กับสถานฑูต กระบวนการทำวีซ่าในตอนนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพราะไปในนามราชการด้วยการขอ Visitor Visa สถานฑูตให้วีซ่าดิฉันตามเวลาที่จะไปอยู่ เป็ะๆ

ขั้นตอนถัดไปคือหาคนไปรับและหาที่อยู่ เอาไงล่ะทีนี้ ไม่เคยไปต่างประเทศ ก็ไม่รู้ว่าจะเลือกยังไงดี บังเอิญว่าที่บ้านดิฉันรู้จักครอบครัวที่มีลูกสาวไปตั้งรกรากในนิวซีแลนด์ ในเมืองที่ดิฉันจะไป พ่อของดิฉันก็ฝากถามกับครอบครัวของพี่เขาในเรื่องการไปรับ พี่ที่จะไปรับชื่อว่าพี่ Pecky พี่ Pecky เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ที่นิวซีแลนด์ ดวงชะตาหลายๆอย่างทำให้ตัดสินใจตั้งรกรากในนิวซีแลนด์ แต่งงานกับหนุ่มเวียดนาม มีลูกชาย 2 หรือ 3 คน (จำไม่ค่อยได้) รู้แค่ว่าช่วงนั้นพี่ Pecky แยกทางจากสามีแล้ว  พี่ Pecky มีบ้านหลายหลังให้เช่า และทำธุรกิจอื่นๆร่วมกับน้องชาย หลังจากพี่ Pecky รับปากที่จะไปรับ ดิฉันก็ไม่เคยติดต่ออีกเลย จนกระทั่งเดินทางไปถึงโอ๊คแลนด์

ก่อนเดินทางไปดิฉันพยายามหาที่พักและคิดว่าจะไปพักที่ Hostel ของ YMCA เป็นหน่วยงานที่จัดหาที่พักให้กับนักศึกษาที่เดินทางในราคาถูก ดูเหมือนจะมีอายุกำกับด้วยว่าถ้าไม่เป็นนักศึกษาต้องอายุไม่เกินเท่าไหร่ๆ ก็ว่าไป  และดิฉันยังเยาว์ (อิอิ) เลยทำบัตรสมาชิกที่สำนักงานในกรุงเทพ เพื่อจะได้เอาไปขอใช้บริการที่โน่น ดูเหมือนตอนนั้นสำนักงานที่ทำเรื่อง YMCA (ในประเทศไทย) ไม่ได้รับจองที่พัก ดิฉันก็ค้นหาข้อมูลที่พักในเว็บไซต์ เพื่อดูสถานที่ตั้งของ Hostel  เมื่อเห็นว่ามีแล้ว ดิฉันก็ไม่ได้ทำอะไรหรือศึกษาระเบียบการเข้าพัก ทราบแค่ว่ามีห้องพักระยะยาวให้  และต้องมีบัตรสมาชิกจึงจะอยู่ได้  

ก่อนไปนิวซีแลนด์ดิฉันได้ตระเตรียมเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้  ขอบอกว่าปวดหัวไม่น้อย เพราะมันกะเกณฑ์อะไรไม่ถูก จะเอาอะไรไปมากไปน้อย มีของอะไรบ้างที่ห้ามถือไป หยุมหยิมไปหมด ต้องไปอ่านข้อมูลในเว็บของสถานฑูต  เรื่องสิ่งของต่างๆ ที่ห้ามนำไป ผลสุดท้าย ดิฉันแพ็กประเป๋า 1 ใบขนาดใหญ่ น้ำหนักสัก 23 กิโลกรัม แล้วก็ออกเดินทาง โชคดีที่มีเพื่อนอาจารย์ร่วมเดินทางในสายการบินเดียวกันนั่งเครื่องบินไปด้วยกันจนถึงออสเตรเลียที่เมืองซิดนีย์ เพื่อนอาจารย์แวะลงที่ซิดนีย์ ส่วนดิฉันเดินทางต่อไปอีกประมาณ 3-4  ชั่วโมง เพื่อลงที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ 

พอถึงสนามบินปลายทางดิฉันก็เห็นพี่ Pecky มายืนรอรับ สนามบินที่โอ๊คแลนด์สมัยนั้นไม่ได้ใหญ่มาก พี่ Pecky ไปส่งดิฉันที่ Hostel ที่ดิฉันบอก  พอดิฉันถามถึงห้องพักระยะยาว (ผ่านล่ามคือพี่ Pecky ภาษาอังกฤษดิฉันยังไม่ดีมาก) ความเครียดก็มาเยือน เขาบอกไม่มีห้องพักระยะยาว เพราะจะพักได้ต้องจองมาก่อน และส่วนใหญ่มันไม่เคยว่างเลย  เหลือแต่ห้องรายวันซึ่งเป็นห้องเดี่ยว กับห้องแชร์   พี่ Pecky ให้ดิฉันตัดสินใจเรื่องห้องพักเอง บอกตรงๆว่าสมัยนั้นค่าเงิน 20 บาท ต่อ 1 เหรียญหรือ 1 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ก็แทบกระอักเลือดพอสมควร เงินเดือนข้าราชการปริญญาโท ประมาณ 7,000 บาท คำนวณค่าใช้จ่ายออกมา ดิฉันก็ไม่กล้ากินอะไร และไม่กล้าซื้ออะไร พกสะเบียงคือมาม่าไปเกือบสองโล ก็กินแทบจะทุกวัน สุดท้ายดิฉันตัดสินใจเลือกห้องแชร์ คือห้องที่ต้องนอนร่วมกับคนแปลกหน้าอีก 4 คน (มี 4 เตียง) แต่เป็นห้องสำหรับผู้หญิงพัก พี่ Pecky บอกว่าจะช่วยหาที่พักให้  ไม่ต้องกังวลใจ  ดิฉันก็เลยฝากความหวังไว้ที่พี่ Pecky  ดิฉันพักอยู่ Hostel ประมาณ 3 คืืน  นอนคนเดียวหนึ่งคืน และอีกสองคืนมีสาวเกาหลี และญี่ปุ่นมาพัก  การนอนคืนแรกทำให้ดิฉันรู้ว่า สองทุ่มในนิวซีแลนด์ หรือถึงประมาณสี่ทุ่มจะยังคงมีพระอาทิตย์เป็นเพื่อน  ซึ่งเป็นเรื่องแปลกต่างจากเวลาในเมืองไทย  ดิฉันเลยนอนไม่ค่อยหลับ  เพ่ิื่อนร่วมห้องพักส่วนใหญ่เขามาพักกันคืนเดียวเพื่อเดินทางต่อ  ดิฉันก็ไม่ได้คุยอะไรกับเขาเหล่านั้นมากมาย จะไปสร้างมิตรภาพใหม่ๆก็กระไรอยู่ เห็นหน้ากันแป็บๆ ก็ลาจากกัน  ก็ได้แค่พูดทักทายนิดๆหน่อยๆ  ในระหว่างที่ดิฉันอยู่ใน Hostel สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวก็ถูกวางไว้ในห้องพัก โดยที่ไม่รู้ว่าคนแปลกหน้าจะมาเมื่อไหร่  เวลาที่ดิฉันออกจากห้องพัก ดิฉันก็ตัดสินใจเอาเอกสารคือพาสปอร์ต  เงินที่ติดตัว และโน้ตบุ๊ค ออกจากห้องไปด้วยทุกครั้ง Hostel จะมีห้องน้ำรวม ในบางครั้งก็ต้องถือกระเป๋าเงินเข้าห้องน้ำด้วย เหมือนมีเงินเยอะมาก แต่ไม่ใช่ค่ะ ถ้ามันหายดิฉันจะแย่เอา มีน้อยแต่จำเป็นต้องรักษาสุดชีวิต ใน Hostel มีห้องครัวที่ใช้ร่วมกันระหว่างแขกที่เข้าพักและมีอุปกรณ์ทำอาหาร เช่น กะทะ เตา หม้อ มีจาน หรือช้อนส้อมบ้าง ในทุกๆวันเวลาประมาณ 9 โมงเช้า ดิฉันไปห้องครัวเพื่อปรุงอาหารเช้า ดิฉันกระมิดกระเมี้ยนในการทำอาหาร คือต้มน้ำเทใส่มาม่าคัพ  ในขณะที่น้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นหอมของสเต็กที่นักเดินทางซึ่งเป็นเด็กหนุ่มฝรั่งทำอาหาร ดิฉันเหลือบมองด้วยความอิจฉาริษยา ดูเหมือนเขาจะกินดีอยู่ดีจริงๆ

พี่ Pecky มารับออกจาก Hostel เพื่อไปส่งบ้านโฮสซึ่งเป็นพี่คนไทย ชื่อพี่เจี๊ยบ พี่เจี๊ยบแต่งงานกับหนุ่มจีน มีลูกสาว 1 คน ชื่อน้อง Kelly ยังอยู่ในวัยแบเบาะ  บ้านพี่เจี๊ยบเป็นบ้าน 2 ชั้น  ชั้นล่างให้เพื่อนสามีซึ่งเป็นคนจีนพัก  และชั้นบนมี 2 ห้องนอน  พี่เจี๊ยบสละห้องให้ดิฉันเช่าในราคาประมาณ 120 เหรียญต่อสัปดาห์  อีกห้องพี่เจี๊ยบ สามี ลูกและแม่สามีนอนห้องเดียวกัน 

เกิดอะไรขึ้น ตามอ่านตอนถัดไปนะคะ...   

 

บก.กับลูกชายพี่ Pecky

 

บรรณาธิการเด็กโกอินเตอร์ 

Dek go inter